วิธีดูแลรถยนต์ฉบับผู้หญิง ทำด้วยตัวเองได้ง่ายๆ 

สาวยุคใหม่ต้องสตรองดูแลตัวเองได้ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องการดูแลรถยนต์ แม้จะมีองค์ประกอบหลายอย่างที่ต้องใส่ใจ แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไปที่จะเรียนรู้ วันนี้เราก็มีวิธีดูแลรถยนต์ขั้นพื้นฐานฉบับผู้หญิงขับรถมาฝาก รับรองว่าทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง ไม่ยุ่งยากเลย 

วิธีดูแลรถยนต์ฉบับผู้หญิง ทำด้วยตัวเองได้ง่าย ๆ 

เช็กยางรถยนต์และลมยาง เดือนละ 1 ครั้ง 

ควรเช็กยางรถยนต์และลมยางทั้ง 4 ล้อ เดือนละ 1 ครั้ง หรือควรเปลี่ยนยาง ทุก 3 ปี (ประมาณ 60,000 กิโลเมตร) ควรจะรู้ว่าต้องเติมลมยางรถยนต์ระดับใด เพื่อที่จะสามารถเติมลมยางได้ด้วยตัวเอง โดยปกติจะมีแท็กบอกบริเวณด้านข้างประตูคนขับ  

สำหรับการใช้งานปกติ แรงดันลมยางที่เหมาะสมสำหรับรถเก๋งทั่วไป จะอยู่ที่ 30-32 PSI แต่หากต้องบรรทุกผู้โดยสารหรือสัมภาระมากกว่าปกติ ควรเพิ่มแรงดันขึ้นมาจากเดิม 4- 6 PSI 

Tip หากเติมลมยางมากเกินไป ประสิทธิภาพในการเกาะถนนจะลดลง และทำให้ช่วงล่างแข็งกระด้างมากขึ้น แต่หากเติมลมยางน้อยเกินไป หรือยางอ่อน จะทำให้รถใช้น้ำมันมากขึ้น และเสี่ยงยางระเบิดขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงได้

เช็กระบบของเหลว 

เช็กน้ำมันเครื่อง ทุก 2 สัปดาห์ มีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้

  • ดึงก้านน้ำมันเครื่องออกมาเช็ดน้ำมันให้สะอาด 
  • เสียบกลับเข้าไปจนสุด
  • สักพักให้ดึงก้านวัดน้ำมันออกมาในแนวดิ่ง สังเกตรอยคราบน้ำมัน
  • ควรจะอยู่ในระดับเดียวกับ F พอดี หากอยู่ต่ำกว่า ต้องเติมเข้าไปจนให้ได้ระดับตามที่มาตรฐานกำหนด และหากเติมมากเกินไปจนเกินระดับ  F ก็จะทำให้เครื่องยนต์เกิดความเสียหายได้

Tip ไม่ควรใช้ทิชชู่เช็ดคราบน้ำมัน เพราะเศษขุยอาจจะติดก้านเหล็ก และปะปนในน้ำมันเครื่องได้ 

เช็กระดับน้ำมันเบรก ทุก 1 สัปดาห์ หรือเช็กตามระยะ

  • เช็กกระปุกน้ำมันเบรก มักจะติดตั้งอยู่บริเวณชิดกับตัวถังรถ ส่วนที่ติดกับกระจก 
  • ระดับน้ำมันเบรกมาตรฐาน ต้องไม่ต่ำกว่า MIN และไม่เกินขีด MAX
  • ห้ามเติมน้ำมันเบรกเกินขีด MAX เพราะจะทำให้น้ำมันเบรกล้นออก ขณะที่รถวิ่ง 

Tip หลังเติมน้ำมันเบรกแล้ว ควรเช็ดทำความสะอาดบริเวณฝาปิด-เปิด ให้สะอาดทุกครั้ง เนื่องจากน้ำมันเบรกจะทำปฏิกิริยากับสีรถ อาจทำให้สีผิวรถถูกทำลายได้

เช็กน้ำมันเกียร์ ทุก 1 สัปดาห์ 

  • จอดรถในระนาบปกติ ไม่ลาดเอียง
  • สตาร์ตเครื่องยนต์ ประมาณ 2 – 3 นาที หรือจนเข็มความร้อนของน้ำหล่อเย็นขึ้นอยู่กึ่งกลาง ระดับปกติ  
  • เหยียบเบรกค้างไว้ เข้าเกียร์ทุกเกียร์ช้า ๆ ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที จนครบทุกตำแหน่ง แล้วให้เลื่อนกลับมาที่เกียร์ P
  • ดึงก้านวัดน้ำมันเกียร์ออกมาเช็ดคราบน้ำมัน แล้วเสียบกลับเข้าไปใหม่ โดยไม่ต้องดับเครื่องยนต์
  • ดึงก้านวัดน้ำมันเกียร์ขึ้นมาดูระดับน้ำมัน ห้ามต่ำกว่าขีด MIN และไม่เกินขีด MAX ของก้านวัดฝั่ง HOT
  • ระดับน้ำมันเกียร์ควรอยู่ในช่วง Hot ระหว่าง E-F หรือ L-H ถ้าต่ำกว่าระดับ ควรเติมให้อยู่ในระดับ 

Tip  ไม่ควรวัดตอนเครื่องเย็น หรือดับเครื่อง หากระดับน้ำมันเกียร์เกิน จะทำให้มีน้ำมันเกียร์ซึมออกมาด้านนอก เป็นสาเหตุทำให้เกียร์พัง 

เช็กน้ำฉีดกระจก ทุกเดือน หรือขึ้นอยู่กับการใช้งาน

ทำได้ง่าย ๆ เพียงเติมน้ำเปล่า จะเป็นน้ำประปา หรือน้ำดื่มสะอาดก็ได้ ให้อยู่ในระดับมาตรฐาน หากปล่อยให้น้ำฉีดกระจกหมด เวลาที่ปัดน้ำฝนทำงาน อาจทำให้กระจกเป็นรอยได้ นอกจากเติมน้ำแล้ว ก็ควรดูกระบอกที่บรรจุน้ำด้วย ว่ายังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดีหรือมีรูรั่วตรงไหนหรือไม่ 

Tip ไม่ควรเติมน้ำฉีดกระจกในขณะที่เครื่องยนต์เกิดความร้อนหรือกำลังทำงาน

เช็กน้ำยาหล่อเย็น หรือน้ำยาหม้อน้ำ ทุก 1 สัปดาห์ 

เช็กระดับน้ำในหม้อน้ำได้ง่าย ๆ เพียงแค่เปิดฝาหม้อน้ำดู แล้วสังเกตระดับน้ำต้องให้อยู่ระดับ MAX  ไม่ควรปล่อยให้หม้อน้ำพร่อง หรือต่ำกว่าระดับ MIN ถ้าน้ำในหม้อลดลง ควรเติมน้ำยาหล่อเย็นลงไปให้เต็ม 

Tip เช็กระดับน้ำหล่อเย็นในขณะที่เครื่องเย็นเท่านั้น ห้ามเปิดฝาหม้อน้ำตอนเครื่องร้อนจัด อาจทำให้ได้รับบาดเจ็บจากน้ำร้อนลวกได้

เช็กน้ำกลั่น ทุก 1 เดือน 

สิ่งแรกคือต้องทราบประเภทของแบตเตอรี่ที่ใช้เสียก่อน เพราะหากไม่ใช่แบบแห้ง ก็ต้องจะหมั่นเช็กน้ำกลั่นว่ายังอยู่ในระดับมาตรฐานหรือไม่ มีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้ 

  • เปิดฝาแบตเตอรี่ออกให้หมด ทั้ง 6 ฝา แล้วเช็กดูว่าน้ำกลั่นอยู่ในระดับมาตรฐานหรือไม่
  • หากน้ำกลั่นลดลงจากแผ่นทองแดง ให้เติมน้ำกลั่นลงไปจนท่วมแผ่นทองแดงพอประมาณ
  • ระวังอย่าเติมน้ำกลั่นจนล้นออกจากหม้อแบตเตอรี่
  • เติมน้ำกลั่นในระดับมาตรฐานจนครบทุกช่อง
  • ปิดฝาให้ครบ แล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดหม้อแบตเตอรี่ให้สะอาด

Tip  หากรถมีปัญหาสตาร์ตติดยาก อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าน้ำกลั่น ไม่ได้อยู่ในระดับมาตรฐาน 

สังเกตไฟเตือนที่หน้าปัด 

หมั่นสังเกตไฟสัญญาณเตือนบนหน้าปัด ว่ามีอะไรผิดแปลกปรากฏขึ้นมาในขณะขับรถหรือไม่ เพราะมันคือสัญญาณเตือนความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ หากปล่อยทิ้งไว้นาน หรือไม่เคยสังเกตเลยจนมาพบช้าไป ก็อาจทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงขึ้นได้  

Tip  สีของไฟสามารถระบุถึงระดับการแจ้งเตือนได้ ดังนี้

สีน้ำเงิน หรือ สีเขียว  : ใช้งานได้ตามปกติ 

สีเหลือง : มีระบบหรืออุปกรณ์บางชิ้นเริ่มมีปัญหา ยังสามารถใช้งานได้อยู่ แต่ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรนำรถเข้าไปตรวจสอบที่ศูนย์เพื่อทำการแก้ไข 

สีแดง หมายถึง แจ้งเตือนว่าเกิดปัญหากับระบบหรืออุปกรณ์ เสี่ยงจะเกิดความเสียหายหรือเสี่ยงอุบัติเหตุได้ ควรรีบจอดพักเครื่อง หรือหาศูนย์รถยนต์ เพื่อทำการตรวจสอบโดยเร็วที่สุด

ไม่บรรทุกสัมภาระหนักจนเกินไป

สาว ๆ ที่ชอบขนสัมภาระมาเก็บไว้ในรถยนต์ ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมซะใหม่ เพราะการที่รถยนต์ต้องบรรทุกสัมภาระมากเกินไป ก็ยิ่งทำให้เปลืองน้ำมัน แถมยังทำให้โช้คอัพเสื่อมสภาพได้ง่ายอีกด้วย

อย่าปล่อยให้รถสกปรก

เรื่องง่าย ๆ ที่ถูกมองข้าม อย่าลืมทำความสะอาดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง  ทั้งภายนอกและภายในรถยนต์ หรืออาจจะถี่กว่านั้น ในกรณีที่ใช้รถยนต์อย่างหนักหน่วง หากปล่อยทิ้งไว้นาน คราบสกปรกฝังลึกจนทำให้รถดูเก่าเร็วขึ้น ส่วนในห้องโดยสารก็ควรดูดฝุ่น จัดเก็บสิ่งของให้เป็นระเบียบ ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดทำความสะอาด โดยเฉพาะส่วนที่ต้องสัมผัสบ่อย ๆ เช่น พวงมาลัย เกียร์ ประตูรถ ฯลฯ เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อโรค 

วิธีดูแลรถยนต์ให้ใช้งานได้ยาวนานแบบง่ายๆ 

  • หากไม่ได้ใช้รถยนต์ ควรสตาร์ทรถเพื่อวอร์มเครื่องยนต์บ้าง และไม่ควรปล่อยรถทิ้งไว้เป็นเวลานานๆ เพราะจะทำให้เครื่องยนต์เกิดการสึกกร่อนได้ 
  • หมั่นเช็กระบบของเหลวอย่างสม่ำเสมอ  เช่น น้ำกลั่นแบตเตอรี่ น้ำยาหม้อน้ำ น้ำมันเครื่อง ฯลฯ
  • ไม่เร่งเครื่องตอนสตาร์ทรถ และในช่วงที่อากาศร้อนจัดหรือเย็นจัด
  • ไม่หยุดรถกะทันหัน เพราะจะทำให้ล้อสึกไว
  • ควรจอดรถในที่ร่ม หรือใช้ผ้าคลุมรถทุกครั้ง เพื่อช่วยรักษาสีของรถให้ดูใหม่ 
  • ไม่บรรทุกของหนักจนเกินไป  

——————— Mitsu RMA ยินดีให้บริการ ———————

Inbox : m.me/mitsurma
Link Line : https://line.me/R/ti/p/%40mitsurma
Line ID : @mitsurma
มิตซูลุมพินี : 02-059-4488, 089-9274024
Google Map มิตซูลุมพินี : https://bit.ly/2RAQsgk
Website : https://www.mitsurma.com/

รับส่วนลด ทดลองขับ ติดต่อเรา